parinda 的个人资料Pomme...happy from insid...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


7月28日

Still on the first day!

1st  Day (23 July 2007) Part 3 

 
หลังจากมาถึงชิคาโก ตอนแรกกะว่าจะนอนพักซะหน่อย แต่เนื่องจากนอนมาเยอะแล้วบนเครื่อง ประกอบกับความหิว เลยออกไปหาอะไรกิน
แล้วไปเดินเล่นต่อที่ Lake Michigan…
 
 Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

  

ที่นี่อากาศดีมาก ถึงแม้จะร้อนแต่มีลมพัดเย็นตลอดเวลา เพราะเป็น Windy city
แต่ไม่อยากจะนึกถึงตอนหน้าหนาวเลย แค่ไม่มีลมก็ทรมานจะแย่
 
เดินเล่นได้แป๊ปนึงก็โดนตามตัวไปกินอาหารเวียดนาม

โถ่ น่าจะบอกกันเร็วกว่านี้นิด จะได้ไม่ต้องกินมาก่อน ยังไงอาหารเวียดนามก็คงดีกว่าสลัดอยู่แล้วนิ....

นี่ก็บ่ายสามแล้ว อีกเดี๋ยวก็ต้องไปทาน Dinner ตอนทุ่มนึง จะหิวทันมั้ยเนี่ย

เรากลับมาเตรียมตัว ไม่ทันไรก็ถึงเวลาที่ราชรถขับเบนซ์มาเกยถึงหน้าบ้าน [[ยังไม่หิวเลยอ่ะ]]

 

ร้านที่จะไป Dinner เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่ดังมาก สุบอกว่ามันโฆษณาทางทีวีด้วย ชื่อร้าน Japonais

ก็หรูหราทีเดียว คนเยอะใช้ได้ อยู่เมืองไทยไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตอย่างนี้เท่าไหร่ ว่างๆน่าจะลองเหมือนกันนะเรา

อาหารก็อร่อยดี ก็กินบรรยากาศแกล้มกับความอร่อยพร้อมกับมีข้ออ้างให้ตัวเองมีแอลกอฮอล์ในเลือดได้นิดนึง Smile 

 

ไหนๆก็แต่งตัวสวยแล้ว เราเลยไปถ่ายรูปกันต่อที่ Buckingham fountain

 Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

  

มันเป็นน้ำพุประกอบเพลง พร้อมด้วย แสง สี เสียง ความจริงไม่ค่อยได้ดูมันเท่าไหร่หรอก เพราะมัวแต่หามุมถ่ายรูปกันมากกว่า

จากนั้นก็ไปถ่ายรูปวิวของเมืองชิคาโกยามค่ำคืน

 

  Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

ก็เป็นอันจบโปรแกรมของวันนี้ (ด้วยความเหนื่อยล้า)

ความไร้สาระ ระหว่างทาง ICN-ORD

1st  Day (23 July 2007) Part 2

 

หลังจากรอ standby มาเป็นเวลายาวนาน เราก็ได้ที่นั่งมาแบบ (ดูเหมือน) ง่ายๆ

ที่นี่ไม่มีคนเกาะ counter เยอะเหมือนของการบินไทย ทำให้สงสัยว่า staff ของเค้าไม่เดินทางกันบ้างเหรอ

หรือมีช่องให้เช็คอินเยอะ เพราะมันไม่ค่อยมีคนเลยอ่ะ

 

ยังมีการเช็ค security อย่างเข้มงวดเหมือนเดิม ตอนนี้รู้สึกง่วงมากๆ เลยแอบงีบไปแป๊ปก่อนที่เค้าจะเสิร์ฟอาหาร

ซึ่งต้องกินเนื้อเพราะไม่มีทางเลือก L ทำไมเค้าไม่ทำ choice ให้มันต่างกันนะ (บ่นอีกละ)

 

วันนี้เราจะใช้เวลาบิน 12 ชั่วโมง 35 นาที ชีวิตบนเครื่องมีแค่การกิน นอน และก็ดูหนัง

โชคดีที่เครื่อง 772 ของเค้ามี personal video ให้เราได้ entertain เต็มที่ 

หนังเรื่องแรกที่เราเลือกดูเป็นหนังเกาหลีชื่อ Highway Star พระเอกคือคนที่แสดงเรื่อง My sassy girl

ตาม preview บอกว่าเป็นหนัง comedy แต่มันไม่เห็นค่อยตลกเลยอ่ะ ออกจะเศร้า ซึ้ง เกือบแอบร้องไห้ถ้าไม่อายคนข้างๆ

สงสัยว่าคนเกาหลีจะถนัดแนวนี้ คือต้องมีเรียกน้ำตาตลอด....

เรื่องต่อไปที่เราเลือกดูเป็นหนัง Hollywood เรื่อง I think I love my wife หนังเรื่องนี้ดีอ่ะ ดูแล้วก็ทำให้รู้ถึงสัจธรรมชีวิตหลังการแต่งงาน

แล้วจะหาคนที่มีสำนึกอย่างพระเอกได้กี่คนล่ะ เดี๋ยวต้องไปหาที่มี Thai subtitle ดูอีกรอบดีกว่า

 

ดูหนังจบไปสองเรื่อง เราเพิ่งเดินทางมาได้แค่ครึ่งทาง เบื่อจัง (เริ่มเมื่อยแล้ว)

อาหารมื้อสองเป็นบะหมี่เย็นเกาหลี (ก่อนหน้านั้นมีคั่นโปรแกรมด้วยข้าวห่อสาหร่ายใส้กิมจิ)

กินเสร็จจะดูหนังเรื่องที่สาม แต่ดูไปได้แค่นิดเดียวก็หลับอีกละ ตื่นมาตอนเครื่องใกล้ลงแล้ว ดีใจจัง เมื่อยจะแย่

 

ลืมเล่า คนที่นั่งข้างๆเป็นน้องเด็กเกาหลี อายุ 19 พยายามชวนเราคุยสุดฤทธิ์

เธอเริ่มด้วยคำถามว่าเราอายุเท่าไหร่ เราเลยตอบไปว่า 28 เป็นภาษาอังกฤษ

ปรากฎว่าเธอฟังไม่รู้เรื่อง เลยงงว่าแล้วจะคุยกันได้ยังไง เลยส่งภาษากิมจิแบบงูๆปลาๆของเราแปลให้เธอฟัง

เธอทำหน้างงๆว่าจริงเหรอ (ประมาณว่าเราดูเด็กกว่าความเป็นจริง อิอิ ไม่ได้คิดไปเองนะ)

อืม เริ่มด้วยดีแบบนี้ค่อยคุยกันได้หน่อย รู้งี้น่าจะไปรื้อฟื้นภาษาเกาหลีมาก่อน

สรุปว่าเราคุยด้วยการเขียน โดยมีพ่อของเธอเป็นล่าม แต่เหมือนเราจะคุยอยู่ฝ่ายเดียว เพราะเธอส่งภาษาเกาหลีมาให้ตลอด

มิใยที่เราจะพยายามบอกว่าพูดได้นิดเดียวและฟังไม่รู้เรื่อง เป็น one way communication น่ะ เข้าใจมั้ย 

โชคดีที่พนักงานมาเสิร์ฟอาหารก่อน การสนทนาของเราเลยจบลงด้วยประการฉะนี้  

7月24日

Tierd USA trip

1st  Day (23 July 2007)

 

และแล้วเราก็มาถึงเกาหลี (My transit port)โดยสวัสดิภาพ (โดยความช่วยเหลือของ Capt Saktawee S. J)

ไม่ได้ใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิมานาน มาเห็นตอนนี้รู้สึกสนามบินโทรมไปมากทั้งๆที่เปิดใช้ได้ไม่นาน

เห็นแล้วเศร้าใจมั้ยอ่ะ ไม่ใช่เฉพาะรันเวย์นะที่ร้าวน่ะ พื้นใน terminal ก็ร้าวแล้วเหมือนกัน L 

[[[นี่เหรอสนามบินแห่งความภาคภูมิใจของคนไทย]]] (ได้แต่คิดในใจ ไม่กล้าพูดออกมา)

 

ใช้เวลาบิน 5 ชั่วโมงก็มาถึงสนามบิน Inchon เพื่อมาเปลี่ยนเครื่องของ Korean Air

ทำไมสนามบินของเค้าถึงยังดูดีมากเลยนะ ทั้งๆที่เปิดก่อนเราตั้งนาน

ทำไมประเทศเราถึงคล้ายๆว่าพัฒนาลง บินไปเยอะ เห็นประเทศอื่นเค้าเจริญขึ้นๆ

ความจริงข้าราชการน่ะ ไม่ต้องไปดูงานหรอก เพราะนานๆไปทีก็ไม่เห็นว่าเค้าพัฒนากันยังไง

แต่อย่างว่า ความจริงมันเป็นข้ออ้างของการไปผลาญงบเล่นต่างหากล่ะ แถมยังทำตัวเป็นผู้โดยสารที่ไม่น่ารักอีก...

เฮ้อ.. นี่เราขี้บ่นไปรึเปล่านะ? (ได้ยินแว่วๆมาว่า ยังไม่รู้ตัวอีก)

 

สำหรับวันนี้คงเป็นวันแห่งการเดินทางไปอีกแสนนาน รอ transit ตั้ง 4 ชั่วโมงกว่า

ต้องไปฝากกระเป๋าใหญ่ ไม่งั้นไปไหนไม่สะดวก ดีนะ ค่าฝากไม่แพงมาก ....

เริ่มง่วงอีกรอบแล้วอ่ะ เพราะเมื่อกี้นอนไปแป๊ปเดียวเอง  เดี๋ยวขึ้นไปก็คงกินแล้วก็นอนอีกตามฟอร์ม แย่จังเนอะ

 

ต้องเขียนเล่าเรื่อง Korean Air มั้ยอ่ะ ความจริงเคยขึ้นมาแล้วตอนไปเที่ยวเกาหลีกับแม่

บอกได้เลยว่าตอนนี้เค้าดีกว่าเรานะ ในแง่ของคุณภาพของ stuff ต่างๆที่มีบริการบนเครื่อง และความ alert ด้าน emergency

แต่การบริการของลูกเรือสู้การบินไทยไม่ได้หรอกค่ะ อิอิ เข้าข้างตัวเองไปป่ะ

ก็มันเรื่องจริงนี่เนอะ ยังไงต้องไปดูว่ามันจะมีความต่างกับครั้งที่แล้วมั้ย

อาจจะประทับใจเพิ่มขึ้น หรือรู้สึกแย่ลงก็ได้ ก็การบริการมันไม่มีคำว่าคงที่อยู่แล้วนิ  

7月21日

ONE LOVE

One love to last forever,
One dream to have to share
One special person close to you
To make each day so rare.

One love to stand beside you
One face to make you smile
One voice to say "I love you"
And make your life worthwhile.

One love to warm and comfort you
One heart that's always true
One touch to hold the magic
That only shines for you.

 
7月17日

Mail from friend

 
เพื่อนส่งเมล์นี้มาให้อ่ะ ไม่ได้เขียนเองหรอกนะ
เราว่าไม่เฉพาะผู้ชายหรอก ผู้หญิงเดี๋ยวนี้ก็เป็น
แต่สิ่งที่เราเชื่ออย่างหนึ่งคือ
คนสองคนสามารถที่จะแก้ไขปัญหากันได้ ตราบใดที่ยังไม่มีบุคคลที่สามเข้ามาน่ะ จริงมั้ย
 
 
 
มีเรื่องของคู่รัก 2 คู่มาเล่าให้ฟัง…

ทั้ง 2 คู่ต่างก็เป็นคู่รักที่รักกันมาก

ดูแลเอาใจใส่และเข้าอกเข้าใจกันมานาน 7- 8 ปี

แต่แล้ววันนึงก็เกิดเหตุการณ์เดียวกันขึ้นกับคู่รักทั้ง 2 คู่




…..เมื่อฝ่ายชายก็ได้พบใครใหม่ที่คิดว่า "ใช่" มากกว่า

ผู้หญิงคนใหม่ที่สวยกว่าและมีเสน่ห์มากกว่า

ฝ่ายชายตัดสินใจคบดูใจด้วย โดยที่ยังไม่เลิกกับคู่รักเดิม….

ยิ่งคบเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าใช่

ผู้หญิงคนใหม่ที่คบกันมา 2 - 3 เดือน กับคนรักคนเดิมใน 7- 8 ปีที่ผ่านมา

เริ่มถ่วงดุลน้ำหนักที่เท่ากันบนตาชั่งการตัดสินใจของเขา

ทายสิว่า ชายหนุ่มทั้งคู่เลือกใคร



เขาทั้งคู่เลือกผู้หญิงคนใหม่….

สิ่งที่ผู้ชายทั้งคู่ต่างหยิบยกมากล่าวถึงก็คือ คนรักคนเดิมที่เคยคบด้วย

มีอะไรบางอย่างที่เขาไม่ค่อยชอบใจ อาจจะเป็นนิสัยส่วนตัวบางประการ

แต่ในขณะที่คบกันมานั้น

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาพอรับได้เมื่อเทียบกับความดีอื่นๆ ที่เธอทำให้เขา

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรักอย่างหมดใจที่เธอมีให้เขา

แต่วันนึงที่พบผู้หญิงคนใหม่ อะไรที่เคยทนได้ก็กลับทนไม่ได้ขึ้นมา

โดยเฉพาะเมื่อผู้หญิงคนใหม่ไม่ได้มีข้อเสียในจุดนั้น เหมือนคนรักเก่า



แต่ข้อแตกต่างอยู่ที่…ผู้ชายคนที่ 1

ถูกคนรักของเขาจับได้เองว่าเขามีผู้หญิงคนใหม่

และเมื่อขาบอกว่าเขาเลือกผู้หญิงคนใหม่ เขาให้เหตุผลว่า

"เขาดีกว่าคุณทุกอย่าง เขาคอยดูแลผม

เขาเข้าใจผม(และที่สำคัญเขาสวยกว่า และใหม่กว่าคุณด้วย) "



ส่วนผู้ชายคนที่ 2 …เลือกสารภาพกับคนรักว่า

"ผมเป็นคนผิดเองที่นอกใจคุณ แต่คนที่ผมเลือกก็เป็นเขา

ขอโทษนะ ผมผิดเอง ขอโทษจริงๆ"



ถามคุณว่า ถ้าต้องเลือกระหว่างการปฏิบัติของผู้ชาย 2 คนนี้

….แบบไหนที่ดูเป็น "ลูกผู้ชาย" มากกว่ากัน

แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ถ้ามีทางเลือก…ผู้หญิงเราคงไม่เลือกสักทาง จริงไหม

เพราะถ้าเราเลือกได้จริงๆ เราก็ขอเลือกให้เขามีเราคนเดียวมากกว่า

เราเชื่อว่า สิ่งที่คนส่วนใหญ่

ต้องการมากที่สุด

ก็คือความ"จงรัก" และ"ภักดี"





"จงรัก" อาจจะมากมายในวัยหนุ่มสาว

อาจจะร้อนแรง อาจท่วมท้นในยามแรกรัก

แต่วันนึงอาจจะจืดจางได้ตามกาลเวลา



แต่ "ภักดี" นั้นชั่วชีวิต

ความภักดีนั้น เราเชื่อว่ามันอาจไม่เข้มข้น ร้อนแรงตลอดไปก็จริง

แต่มันคงเหลือใยบางๆ ไว้ตราตรึงใจบ้างกระมังในยามที่เราหวนนึกถึงมัน



สิ่งที่เราเห็นจากคู่รักทั้ง 2 คู่ก็คือ

…ฝ่ายชายหมดความ "ภักดี" ลงไป

แต่ความรู้สึกอื่นๆ ล่ะ ความผูกพันของคนสองคน ความเห็นอกเห็นใจ

ความเข้าอกเข้าใจที่เคยมี มันไม่เหลือพอที่จะผูกใจเขาให้อยู่กับเราแล้วหรือ

คู่รักทั้ง 2 คู่ เป็นคู่ที่

รักกันมาก เขาดูแลกันเป็นอย่างดี ตอนนี้เมื่อถึงจุดแตกหัก

เราพอรู้ว่าฝ่ายหญิงจะเป็นอย่างไร

พอเข้าใจว่าผู้หญิงที่รักและภักดีต่อฝ่ายชายแต่เพียง ผู้เดียวจะรู้สึกอย่างไร

ผู้หญิง 1 ใน 2 คนนี้บอกกับฝ่ายชายตอนที่เขามาขอเลิกว่า

"ไม่เป็นไร ฉันจะอยู่กับคุณก่อน จะอยู่ดูแลคุณอีกสักพักเพราะตอนนี้

คนรอบข้างคุณและเพื่อนๆ ของเราไม่ค่อยมีใครอยู่ข้างคุณแล้ว

พอเพื่อนๆ ของเรายอมรับผู้หญิงคนใหม่ของคุณได้แล้วฉันก็จะไป"



แต่ฝ่ายชาย เราไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะคิดอย่างไร

อาจจะกำลังมีความสุขกับผู้หญิงคนใหม่ ความรักอาจกำลังท่วมท้น





เราก็หวังไว้แต่ว่าวันนึง เขาคงจะไม่เจอคนที่ "ใช่มากกว่า" อีก

เพราะนั่นหมายถึง ผู้หญิงที่ต้องเสียใจจะเพิ่มขึ้นอีก 2 คน

ถ้าเราคิดจะมองหาคนที่ถูกใจ คนที่ "ใช่" คุณเชื่อไหมว่า

เราหาได้เกือบชั่วชีวิต

แต่คนที่จะตรงใจคุณจริงๆ 100% นั้น ไม่มีหรอก

นอกจากคุณจะหยุดความต้องการที่ไม่มีข้อสิ้นสุดของตัว คุณเองลง

เราเขียนข้อความนี้ขึ้นมา ไม่ได้ต้องการบอกว่าใครผิดใครถูก

แต่ต้องการให้คุณหยุดคิดสักนิดว่า อะไรในชีวิตที่คุณต้องการ

อะไรที่เป็นสิ่งที่ยั่งยืนกว่ากัน

มนุษย์เรา หากจะรักและคิดจะใช้ชีวิตร่วมกับใคร

ก็คงจะต้องการเพียงแต่ "เพื่อนคู่ชีวิต" สักคน

คนที่อยู่กับเราเสมอไม่ว่ายามทุกข์ยาก ลำบาก

หรือผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน

คนที่มองเห็นข้อเสียและข้อผิดพลาดของคุณ

แต่ก็ยังรักและยังอภัยให้คุณได้เสมอ

คนที่พร้อมจะอยู่กับคุณแม้คุณจะกลายเป็นตาแก่หัวล้าน พุงยาน หนังเหี่ยว

เขาก็พร้อมที่จะแก่เฒ่าไปพร้อมกับคุณ แต่คนที่ว่ามานี้
คุณมักลืมเขาในยามที่คุณยังมีความสุขอยู่

ในยามที่ชีวิตของคุณยังเป็น "ผู้เลือก" ที่ถูกห้อมล้อมด้วยผู้ถูกเลือกได้อยู่

ในยามที่คุณยังมีหน้าตา

มีองค์ประกอบอื่นๆของชีวิตที่เป็นที่สนใจจากคนเหล่านั้นอย ู่

คุณอาจจะต้องนึกถึงเขาอีกที ในยามที่คุณไม่มีใครแล้ว

ในยามที่คนที่คุณคิดว่า "ใช่" เขาก็ไปกับคนใหม่ที่เขาก็คิดว่า "ใช่"

มากกว่าคุณเหมือนกัน





อ่านแล้วก้อลองนึกถึง "คนๆนั้น" ของคุณดูก้อแล้วกันนะ...^_^
7月5日

ตุ๊กตาที่รัก

วันนี้นึกครึ้มยังไงไม่รู้ ลุกขึ้นมาจัดของ รื้อของ
กะว่าอยากเอาของที่ไม่ได้ใช้ไปบริจาคบ้าง ลดความยึดติดลงมั่ง
เพิ่งเห็นว่าเราก็มีตุ๊กตากับเค้าเยอะเหมือนกันนะเนี่ย
เริ่มตั้งแต่ลูกเต๋ามีกระดิ่งข้างใน เขย่าแล้วจะมีเสียง แอ๊บความเด็กสุดฤทธิ์
ทั้งน้องหมี ไซส์เล็กและใหญ่ แต่แบบเหมือนกัน แบบว่าจำไม่ได้ว่าเคยซื้อแล้ว
น้องแรด (รึเปล่า เพราะมันไม่มีนอ แต่ดูยังไงก็ไม่เห็นนึกถึงตัวอื่นที่เหมาะกับตัวเองมากไปกว่านี้ คนให้เค้าว่างั้น)
น้องหมู เดินได้ ร้องได้ด้วยนะ นัยว่าอ้วนแล้วพูดมาก เหมือนเราอีกแล้วอ่ะ เอ๊ะยังไง...
เออ มีตุ๊กตาจากญี่ปุ่นด้วยนะ เค้าบอกว่าให้อธิษฐานแล้วเขียนตาข้างหนึ่ง
แล้วถ้าสมหวังก็ค่อยมาเขียนข้างที่เหลือ (ใช่มั้ยถ้าจำไม่ผิดนะ)
เรายังงงว่าถ้าไม่สมหวังนี่มันไม่กลายเป็นตุ๊กตาพิการ ไม่สมประกอบไปเลยเหรอ
แล้วก็มาถึงน้องกระต่ายจากแฮร์รอด หิ้วมาจากอังกฤษเชียวนะ มันนุ่มมากเลยอ่ะ
ด้วยความนุ่มนิ่มน่ากอดนี่แหละ มีอยู่พักนึงเรานอนกอดมันทุกวันเลย
มันได้รับสิทธิพิเศษให้สิงสถิตย์อยู่บนหัวเตียงเราด้วยนะ
จนวันที่ย้ายบ้านนั่นแหละ เราเลยตัดขาดจากกันได้
อีกอย่างเราก็เริ่มละอาย(ในอายุของตัวเอง) รู้สึกว่าไม่เหมาะที่จะกอดมันอีกต่อไป ป้าแก่เลยต้องตัดใจนับแต่นั้น
แต่วันนี้พอได้มาเห็นอีกก็คิดถึงนะ ไม่ได้กอดนานแต่ก็จำได้เลยว่าความรู้สึกเป็นไง
 
สอดส่ายสายตาไปทั่ว แต่ยังเลือกของที่จะไปบริจาคไม่ได้เลย
สุดท้ายเราก็เก็บของทุกอย่างลงที่ตามเดิม เฮ้อ !....
อ่านมานานจนจบ ผิดหวังเลยใช่มั้ยล่ะ
 
7月2日

วันเหงาที่บอมเบย์

นานมาแล้วนะเนี่ยที่ไม่ได้เกิดความรู้สึกเหงาอย่างนี้
ไม่ได้เหงาทรมานแบบคนอยู่เมืองนอกคนเดียวหรอกนะ แต่ก็คงใกล้เคียง
คงเพราะไม่ได้มีความรู้สึกอยากไปตั้งแต่แรกแล้วด้วยมั้ง ไม่อยากยุ่งกะแขก (ถ้าวินัยมาอ่านก็อย่าโกรธเรานะ อิอิ)
ไปถึงที่โน่นฝนตกตลอด เคเคห้ามไม่ให้พวกเราออกไปไหนเพราะกลัวว่าถ้าพายุมา,น้ำท่วมแล้วเราจะกลับโรงแรมไม่ได้
แผนการไปไหว้พระพิคเนศวร และไปดูที่ซักผ้าเป็นอันล้มพับไป แผนสองที่นัดกันไปรำพัดก็ไม่ได้รับการสานต่อ
คราวนี้เลยมีโอกาสได้เป็นนางเอกมิวสิควีดีโอสมใจกับเค้าซะที  
นั่งมองฝนตกริมหน้าต่าง บรรยากาศครึ้มๆ พร้อมทั้งเพลงเศร้าๆ บิ้วท์อารมณ์ได้ดีทีเดียว (น่าจะมีไวน์ซะหน่อยจะได้ครบสูตร)
อยู่ๆก็นึกอยากร้องไห้ คิดถึงบ้านอ่ะ เหมือนเด็กๆเลย 55 พูดแล้วก็ยังขำตัวเอง (ทำให้เข้าใจความรู้สึกของจอยเลย)
ถึงแม้จะใช้เวลาครึ่งค่อนวันไปกับการนอน แต่เวลาที่เหลือมันช่างยาวนานซะจริงๆ
นี่ขนาดอยู่แค่วันเดียวนะ ยังทำเป็นบ่น (คิดหนอ ไม่ทันซะแว้ว)
โชคดีที่ไม่มี Thunder strom เราเลยกลับเมืองไทยได้ตรงตามเวลา
เบื่อบินหน้าฝนจังเนอะ เป็นฤดูที่ฉันเหงาๆๆๆๆ (โปรดทำเสียงเอคโค)......