parinda 的个人资料Pomme...happy from insid...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


8月24日

ธรรมะรึเปล่านะ (ถ้าอยากอ่าน)

เล่าเรื่องทางโลกมาก็หลายเพลา
มาเปลี่ยนฟังเรื่องทางธรรมกันบ้างมั้ย
ธรรมะประจำใจของเราคือ มีสติระลึกรู้ในสิ่งที่ทำอยู่เสมอ
พูดง่ายแต่ทำยากเนอะ....
กิเลสมันชอบมาชักชวนออกนอกลู่นอกทางเสมอ
บางครั้งรู้ว่ามีสิ่งที่ควรทำ แต่เราก็เลือกที่จะทำสิ่งที่อยากทำก่อนอยู่บ่อยๆ
แต่รู้นะว่าเราเลือกทำสิ่งที่อยากมากกว่าสิ่งที่ควร
จะว่าไปก็หมือนการไม่มีสติเลย ว่าป่ะ...
 
การที่จะทำตัวอยู่ในศีลในธรรมนี่มันยากจัง จริงๆนะ
โดยเฉพาะเมื่อเรายังอยู่ในทางโลกน่ะ
หลายครั้งเรารู้สึกว่าโดนเอาเปรียบเพราะคนอื่นไม่ได้คิดว่าสิ่งไหนที่ดีหรือไม่ดี
คนทั่วไปก็ทำสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุขโดยไม่ได้นึกถึงคนอื่นเท่าไหร่
เราเองก็เป็นนะ ต้องกลับมานั่งทบทวนแล้วดึงตัวเองกลับมาบ่อยๆ
กลัวจะไปทำบาปทำกรรมเพิ่ม....(เว่อร์ไปมะ)
 
คิดไว้เสมอว่าเราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ เพราะงั้นเริ่มที่ตัวเราเองดีที่สุด
ถ้าทำไม่ได้ ก็อย่าหวังเลยว่าคนอื่นจะทำได้ คิดงี้จะได้สบายใจกันนะจ๊ะ
เราเองจะเป็นคนที่อยาก(ทำ)ดีไปได้อีกนานมั้ยก็ไม่รู้ แต่ก็จะพยายามต่อไป...
 
ธรรมะวันนี้ : บุญใหญ่หาใช่การทำโลกนี้ให้ดีขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนตัวเองให้ร้ายน้อยลง
 
 
8月17日

หนังสือเล่มโปรด

ใครเคยมีหนังสือเล่มโปรดมั้ย....
อันที่จริงเราชอบอ่านหนังสืออยู่หลายประเภท (ที่ไม่ใช่หนังสือเรียน) 
แต่ตอนนี้มีหนังสืออยู่เล่มนึงที่เราชอบมาก
อ่านไปแล้วไม่อยากให้มันจบเลย พยายามอ่านอย่างช้าที่สุด
มีหนังสือบางเล่มที่เราอ่านแล้วมันสนุกจนเราอยากจะรู้ตอนจบเร็วๆ
บางครั้งพลิกไปดูตอนจบเลยก็มี
บางเล่มก็อ่านได้เรื่อยๆ ได้ความรู้บ้างไม่ได้บ้าง แล้วแต่ประเภท
แต่เล่มนี้มันไม่ได้สนุกมากอย่างนั้นซะทีเดียวหรอก
จะว่ามีสาระมั้ย ก็ไม่แน่ใจ แต่อ่านแล้วให้ความรู้สึกมีส่วนร่วมด้วย ถ้าอยากคิดตามนะ
ทำให้ความสนุกเริ่มแทรกซึมมาทีละนิดๆ...แบบว่ารู้ตัวอีกทีก็ชอบแล้วอ่ะ
(หรือว่ามันเขียนได้โดนใจเรา(คนเดียว)ก็ไม่รู้)
มันเล่าเรื่องการท่องเที่ยวด้วยกันระหว่างผู้ชายคนนึงกับผู้หญิงคนนึง
(ซึ่งบังเอิญมาเจอกันแต่คนเขียนเค้าเชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ)
ทั้งสองคน(ที่ยังนิยามไม่ได้ว่ารู้จักกันรึเปล่า)ได้มาใช้ชีวิตท่องเที่ยวด้วยกันที่ต่างแดน
ไม่รู้ว่าคนเขียนจงใจให้มันเป็นหนังสือท่องเที่ยวปนนิยายรักรึเปล่า
ความจริงมันก็ไม่ได้หวานแหววขนาดนั้นหรอก แต่อ่านแล้วอมยิ้มได้ละกัน
เล่มนี้เล่าเรื่องโดยที่ผู้ชายเป็นคนเขียน ถ้ามีอีกเล่มที่ผู้หญิงที่ไปด้วยกันเขียนขึ้นมาอีก
เราจะรีบไปซื้อมาอ่านเป็นคนแรกเลย (ออกแนวอยากรู้เรื่องชาวบ้านมากไปรึเปล่า)
มันใกล้จะจบแล้วอ่ะ แต่เจ้าของเค้าคงไม่ทวงคืนจากเราหรอกเนอะ...
 
 
8月6日

Last day

Last Day (29 JUL 2007)

 

ถึงวันเดินทางกลับแล้วล่ะ เรามาเกาะ Counter Korean Air เพราะเป็นตั๋ว Standby

แต่โทรมาถามก่อนแล้ว เค้าว่าได้กลับแน่ๆ

มาถึงก็ไม่ผิดหวัง เราได้ตั๋วเลย ไม่ยักต้องคอยนาน แถมเลือกที่นั่งได้อีก อะไรจะดีขนาดนั้น

ก่อนเข้าไป ยังมีเวลาเหลือ เลยไปนั่งกินข้าวกับสุก่อน

แต่ยังงั๊ย ยังไง ตอนจบก็ต้องมาถึง ต้องไปขึ้นเครื่องละ .....

บ๊าย บาย นะจ๊ะสุ  Thank you for everything ......บ๊าย บาย ชิคาโก แล้วเจอกันใหม่นะ 

6th Day

6th Day (28 JUL 2007)

 

วันสุดท้ายแล้วที่เราจะได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่

เราตื่นสายๆ ยังไม่ทันได้วางแผนอะไรดี แฟนสุก็ชวนให้ไปเจอกันที่ Gurnee Mill Outlet

จะต้องเสียตังค์อีกแล้วเหรอเนี่ย ไม่คิดว่าจะซื้ออะไรอีกเพราะเกือบหมดตัวแล้ว

แต่ดันไปได้กางเกงยีนส์  Joe’s ที่ใส่แล้ว(บอกตัวเองว่า)สวย เลยตัดใจซื้อ หลังจากนั้นยังไปได้นาฬิกาอีก....

นี่แหละนะธรรมะที่ได้จากการชอปปิ้ง คือในความสุขย่อมมีความทุกข์แฝงอยู่เสมอ (เกี่ยวมั้ย)

 

ชอปปิ้งเสร็จก็ได้เวลาเติมพลัง แฟนสุพาเราไปกินปูยักษ์อลาสกาตามที่ได้นัดกันไว้ตั้งแต่แรก (นึกว่าจะอดซะแล้ว)

ร้านนี้ชื่อร้าน Bob Chinn ทำยอดขายติดอันดับ Top 5 ของอเมริกาเชียวนะ

ปูที่เรากินวันนี้แค่กระดองก็ใหญ่เท่าหน้าเราแล้ว (อ้อ ลืมบอก ขนาดว่านี่เป็นตัวที่เล็กที่สุดที่ร้านมีนะเนี่ย) 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

 

ส่วนขาไม่ต้องนึกถึง เนื้อมันเยอะกว่าก้ามปูทะเลตัวโตของบ้านเราซะอีก

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

ถึงแม้จะต้องการควบคุมคลอเรสเตอรอลขนาดไหน เราก็ให้ excuse กับตัวเองว่านี่เป็น Vacation

อีกอย่างใช่ว่าจะมีโอกาสได้มากินง่ายๆนี่ ใช่ม้า....

กินอิ่มแล้วก็ให้นึกสงสารจำนวนเจ้าปูยักษ์ที่โดนล่าในแต่ละปี

แล้วมันจะสูญพันธ์มั้ยเนี่ย (คิดตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร ปริณดา)

 

หลังจากนั้นเรากลับไปในเมืองอีกครั้งเพื่อซื้อของตามลิสต์ของมารดาที่เคารพ

กะว่าจะไปเดิน มิลเลเนี่ยม พาร์ค ต่อ แต่ความขี้เกียจเริ่มมาเยือน

ประกอบกับคิดว่ายังไงก็จะต้องได้มาอีก เราเลยโบกมือลาชิคาโกที่รักเพียงเท่านี้.... 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

 

 

5th Day

5th Day (27 JUL 2007)

 

วันนี้ทั้งวันหมดไปกับการเดินทางเนื่องจากเครื่องของเรา Delay

ทำให้เมื่อไปถึงชิคาโกก็เป็นเวลารถติดพอดี

อย่างว่าเย็นวันศุกร์ ที่ไหนในโลกก็คงเหมือนกันหมด (ยกเว้นพี่โสมที่เล่นทำงานกันหกวันต่ออาทิตย์)

ถึงอย่างนั้นสุก็ยังพาเราไปกินอาหารเย็นที่ร้านอาหารไทย

จริงๆมันชื่อร้านอะไรไม่รู้ล่ะ จำได้แต่ว่าสุเรียกมันว่าร้านไก่ชน .....

อืม... กินอาหารไทยที่อื่นถึงแม้รสชาติจะไม่เหมือนที่บ้านเรา แต่ก็ยังอร่อยสำหรับคนพลัดถิ่นเสมอ.....

 

กลับมาถึงบ้านเราเริ่มซักเสื้อผ้า ที่นี่ดีจัง ซักแล้วอบก็ได้เสื้อผ้าใส่เลยสำหรับอันที่ไม่ต้องรีด (คิดแล้วอยากได้เครื่องอบผ้าบ้างจัง) เวลาซักผ้าเค้ามีตัว Color catcher ด้วย ไว้กันสีตก ไม่รู้ว่ามันทำงานยังไง เป็นแค่กระดาษแผ่นเดียว รู้แต่ว่ามันได้ผล เลยซื้อกลับมาใช้ที่นี่ด้วยซะเลย

 

เราเริ่มการแพคกระเป๋า again!! เบื่อจริงๆเลยการจัดกระเป๋าเนี่ย

ถึงแม้เราจะชอบเดินทางและเดินทางบ่อยก็ยังไม่ชอบขั้นตอนนี้อยู่ดีนั่นแหละ

ถ้าคุณเป็นนักเดินทางตัวยงแล้วคุณจะรู้สึก! 

4th Day

4th Day (26JUL2007)

 

เราตื่นเช้าอีกตามเคยเพราะต้องไปขึ้นรถที่จะมารับเราที่หน้าโรงแรม ......

วันนี้คนขับรถของเราทำหน้าที่เป็นไกด์ด้วย

เธอสามารถบรรยายเรื่องเมืองเวกัสและแกรนด์แคนยอนได้อย่างดีเยี่ยม(แม้เธอจะเป็นคนนิวยอร์กก็ตาม)

เธอพูดได้สนุกและไม่น่าเบื่อ แม้จะพูดเกือบๆทั้งการเดินทาง.....

 

ในระหว่างทางที่เราผ่าน เธอจะบอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของที่นั้นๆ

มันทำให้วิวข้างทางที่ดูเหมือนจะมีแต่ทะเลทรายและบ้านเป็นกระจุกๆ ดูน่าสนใจขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อเมื่อได้รู้ประวัติความเป็นมาของมัน...

 

และแล้วที่แรกที่เราจะแวะคือ Hoover Dam อันลือชื่อ

เป็นเขื่อนขนาดใหญ่ที่สามารถผลิตไฟฟ้าๆส่งรัฐต่างๆได้ถึง 4 รัฐคือ เนวาดา อริโซนา แคลิฟลอร์เนีย และ ยูท่าห์ 

ซึ่งในขณะที่สร้างก็ยังไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออันทันสมัยเหมือนปัจจุบัน

อีกทั้งยังเป็นโครงการ under budget อีกด้วย เมื่อมันสำเร็จ ก็เลยเป็นความน่าทึ่งและความภาคภูมิใจตรงนี้แหละ (มั้ง)

 

 

  Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

เรายังเดินทางไปเรื่อยๆ เธอยังคงบรรยายถึงแกรนด์แคนยอนส่วน South Rim ที่เรากำลังจะไปถึง

แต่ความง่วงไม่เคยปราณีใคร เราดันหลับไปตอนสำคัญที่เธอพูดถึงเรื่องการเกิดของแกรนด์แคนยอน

ตื่นมาถามสุว่าเธอพูดอะไรบ้าง สุไม่ยอมเล่าและว่าเราอยากหลับเองทำไม..(เศร้า)

 

เราเดินทางโดยใช้เส้นทาง Route 66 ที่หลายคนคงรู้จักดี

เรามาถึงจุดชมวิวแรกของแกรนด์แคนยอน จริงๆในตอนแรกเราคิดว่ามันก็แค่ภูเขา จะมีอะไรน่าสนใจ

แต่เมื่อได้ไปเห็นความยิ่งใหญ่ก็ถึงได้เข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็นหนึ่งใน 7 wonders of the world

ของอย่างนี้ต้องมาเห็นด้วยตาถึงจะรู้ว่า ธรรมชาตินี่แหละ เก่งที่สุดในการสร้างความสวยงามให้เกิดขึ้น (ระหว่างทางที่มาแอบได้ยินแหม่มสองคนคุยกันว่า เดินทางนานขนาดนี้ ขอมาแค่ครั้งเดียวพอ ไม่รู้ตอนนี้เธอจะเปลี่ยนใจรึยังนะ)

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

 

หลังจากนั้นไกด์พาเราไปยังจุดชมวิวที่สอง ที่จุดนี้ไกด์บอกว่าเราจะสามารถเห็นวิวได้ถึง 25% ของทั้งหมด (ถ้าฟังมาไม่ผิดนะ) 

เราถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานเพราะวิวมันสวยงามจริงๆ ไม่ทันไรก็หมดเวลา ต้องขึ้นรถกลับละ

 

 

  Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

ขากลับไกด์ให้เราดูวีดีโอแทนการบรรยาย เราเห็นตอนนี้หลายคนแอบหลับ(รวมถึงเราด้วย หลังจากที่เห็นสุหลับไปก่อน อิอิ)

เรากลับมาถึงโรงแรมเกือบห้าทุ่ม ไม่น่าเชื่อเลย

เราเลยพลาดอาหารเย็นที่จองไว้ แต่เนื่องจากไม่ค่อยหิว(หรือขี้เกียจก็ไม่รู้) ก็เลยกลับมาโรงแรมเตรียมแพคของกลับบ้านแทน

 เฮ้อ....จบไปอีกวันนึง

 

3rd Day

3rd Day (25JUL2007)

 

ตีสามครึ่งละ ตื่นมาแบบงงงง ยังง่วงอยู่เลย แต่ไม่เป็นไร ไว้ค่อยไปนอนต่อบนเครื่องก็ได้

เราเดินทางไปเวกัสด้วยสายการบิน United หรือเรียกย่อๆว่า TED (รู้สึกเหมือนสายการบินหมีน้อย teddy เลย ฟังดูดีกว่านกแอร์มั้ยไม่รู้ รู้แต่แอร์ของนกแอร์ดึงดูดใจกว่าอ่ะ อิอิ) เที่ยวบินที่ UA1551 ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง 45 นาที

เวลาสามชั่วโมงของการเดินทางเราใช้หลับ และอีก45นาทีใช้ไปกับการกิน (โอ้ วัยกำลังโตจริงๆ สุถึงกับว่าว่าเรานอนเยอะไป เฮ้อ...แย่จัง)

 Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket  Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

   

เรามาถึงโรงแรม Luxor ซึ่งเป็นโรงแรมสไตล์อียิปต์

ห้องพักเราอยู่ในปิรามิด และมีสฟิงค์(แต่หน้าเป็นฟาร์โรห์)เฝ้ายามให้ด้านหน้า

 

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

ตอนแรกนึกว่าจะได้เช็คอินเข้าโรงแรมเลย ที่ไหนได้ ต้องรอถึง 11 โมง

เราเลยตัดสินใจที่จะไปถ่ายรูปกับป้าย “Welcome to fabulous Las Vegas” อันมีชื่อกันก่อน

   Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

(ถ่ายรูปออกมาดูดี หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังการถ่ายทำเต็มไปด้วยความทรมาน)

 

Las Vegas ที่จริงแล้วเป็นเมืองกลางทะเลทราย แต่ไม่น่าเชื่อว่าในเวลาไม่นาน เวกัสจะกลายเป็นเมืองอย่างที่เห็น

เป็น city ที่มีอัตราการเจริญเติบโตมากที่สุดในอเมริกา

และมีอัตราการว่างงานน้อยมากเทียบกับเมืองอื่นๆ (มีสาระไปป่าว)

ถ้าไม่มีคาสิโน เวกัสคงไม่ใช่เวกัสอย่างที่เห็น เชื่อแล้วว่าเงินมันหมุนเวียนมหาศาลจริงๆ

 

 

  Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

 

ใครที่เคยเห็นเวกัสในรูปถ่ายหรืออ่านหนังสือหรือฟังใครเล่ามาก็คงจะไม่ตื่นตาตื่นใจเท่าได้เห็นเวกัสของจริง

ทุกอย่างดูใหญ่โต มโหฬาร อลังการมากๆ เราดูตัวเล็กไปเลย

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

เสียดายที่ช่วงเวลาที่เรามาเป็นหน้าร้อน ท่ามกลางอุณหภูมิกว่า 43C เราเลยไม่สามารถสู้ความร้อนเดินชมเมืองทั้งหมดได้

ถึงแม้จุดขายจะคือย่านถนน Strip ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมต่างๆ แค่สายเดียว เราก็ยังเดินชมไม่หมด (สารภาพว่าหมดแรงซะก่อน) เราต้องเดินกลับมาโรงแรมเพื่อเตรียมตัวไป Dinner ในโรงแรม Caesars Palace ที่เราจองไว้

 

หลังจากอาหารเย็น เราเดินชมเมืองเวกัสยามค่ำคืน ซึ่งให้ความสวยงามไปอีกแบบต่างจากตอนกลางวัน

เป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหลจริงๆ

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

เราถ่ายรูปกันอีกนิดหน่อย  แต่หลังจากดูรูปและเห็นหน้าระโหยของตัวเองแล้ว เลยตัดสินใจว่าจะกลับไปโรงแรมนอนเอาแรงเพื่อทริปแกรนด์แคนยอนวันพรุ่งนี้ดีกว่า ถึงกระนั้นในระหว่างทางกลับโรงแรม เรายังได้แวะชมโชว์น้ำพุประกอบแสง สี เสียง หน้าโรงแรม Bellagio ก่อนกลับด้วยล่ะ 

2nd Day

 

2nd Day (24 JUL 2007)

 

 

วันนี้เป็นวันแห่งการ shopping ไม่รู้ว่าสุอยากจะเตรียมตัวซื้อของก่อนไปเที่ยวรึเปล่านะ อิอิ

ก่อนอื่นกองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราเลยไปกิน Breakfast ที่ร้าน IHOP (International House of Pancake) ตามคำ request ของเรา

 

Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

 

 

ไม่ได้กินนาน อร่อยสมความอยากเหมือนกันนะ คงจะอิ่มไปถึงเย็นแน่ๆ

 

เราไปถึง Aurora Outlet ตอนเที่ยง สุบอกว่ามันปิดสามทุ่ม

แต่ในใจเราคิดว่าใครจะเดินถึงสามทุ่มกัน ที่ไหนได้ ไปๆมาๆ แป๊ปเดียวก็สองทุ่มละ งงมาก

งงความหมุนเร็วของเวลาและความเร็วของเงินที่หายไปจากกระเป๋าเรา

นี่ขนาดว่าไม่ได้ตั้งใจมาซื้ออะไรเป็นพิเศษนะเนี่ย

สุบอกว่ากลับจากลาสเวกัสแล้วก็อาจจะพาเราไป outlet อีกที่นึงที่มีของขายเยอะกว่านี้

เผื่อมีอะไรตกค้างที่เรายังอยากจะได้  อืม นะ....จะดีเหรอสุ  

 

หลังจากเหนื่อยล้าจากการช้อป ก็ได้เวลาอาหารอีกแล้ว

ตอนแรกก็ไม่หิวเท่าไหร่ประกอบกับดึกแล้วด้วย

แต่พอรู้ว่าจะได้ไปกินอาหารเกาหลี เราเลยตกลงใจว่าไปก็ได้

อาหารอร่อยดี แต่การบริการแย่ไปหน่อย สุบอกว่าเค้าสนใจบริการแต่คนเกาหลีด้วยกัน

ก็ดีเนอะ ร้านอาหารไทยจะสนใจบริการคนไทยมากกว่าฝรั่งมั้ยอ่ะ

 

กลับมาถึงบ้านก็ต้องจัดกระเป๋าอีกละ เบื่อจัง กว่าจะได้นอนก็เกือบตีหนึ่ง

แต่ต้องตื่นตีสามครึ่ง เหมือนๆว่าจะนอนไม่หลับ แต่สุดท้ายก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย (อีกแล้ว)