parinda's profilePomme...happy from insid...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    December 10

    ถ้าคู่ยังไม่ใช่ ใจก็คงจริงยาก!

    หากคุณเป็นคนหลายใจ คนโน้นก็ชอบ คนนี้ก็เอา แบบนี้เรียกว่า ‘ไม่มีใจจริง’

    แต่ถ้าในทางกลับกัน แม้คุณจริงใจกับทุกคนที่คบ แต่ปีแล้วปีเล่าเอาแต่เจอคนไม่ถูกใจหรือเข้ากันไม่ได้ พยายามทำดีแค่ไหนก็ต้องเลิกกันวันยังค่ำ แบบนี้เรียกว่าเจอแต่ ‘ตัวปลอม’

    เอาล่ะสิ! คุณจะไปบอกใครอย่างไรดี ว่าที่เปลี่ยนบ่อยนั้นเพราะคุณดีแต่เจอตัวปลอม หรือว่าเหล่าตัวปลอมดีแต่คุณยังไม่มีใจจริงให้ใคร?

    ใจของคนและสัตว์ทั้งหลายพร้อมจะแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ มามองเป็นเหตุเป็นผลง่ายๆ
    ถ้าเจอคนที่ใช่ ใจคุณก็พร้อมจะจริง แต่ถ้ายังไม่ใช่ ใจคุณก็พร้อมจะแกว่ง

    ประเด็นคือยิ่งเสน่ห์แรงเท่าไร ตัวคุณจะยิ่งกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดทั้งคนที่เหมาะและไม่เหมาะเข้ามาหา จนโลกปรากฏคล้ายตลาดสดทางความรัก คือตัวเลือกเยอะ ข้อเปรียบเทียบแยะ และใจก็อาจรักพี่เสียดายน้อง

    การหว่านเสน่ห์ด้วยความนึกสนุกหรืออยากลองของใหม่เหมือนเปลี่ยนเพลงตามใจชอบ จะทำให้คุณเปลี่ยนเป้าหมายจากการแสวงหาคนที่ใช่ ไปเป็นคึกคะนองกับการล่าคนที่ดีกว่ายิ่งขึ้นเรื่อยๆ คุณจะรู้สึกเบื่อง่ายแบบเดียวกับเบื่อเพลง เห็นว่าคนที่คบอยู่ไม่ใช่ ไม่น่าพอใจอยู่ร่ำไป แล้วกลายเป็นคนเลือกมาก ความอดทนต่ำ ไม่อยากง้อใคร และถึงขั้นอยากเปลี่ยนใจเพียงด้วยเหตุเล็กน้อย คิดว่าตัวเองแน่ จะเอาแค่ไหนเมื่อไรก็ได้ไม่จำกัด

    มีเสน่ห์ไม่ใช่เพื่อหว่านเสน่ห์ไปเรื่อย เพราะการหว่านเสน่ห์ไม่เลือกหน้าจะเป็นการสั่งสมนิสัยเพื่อหันหลังให้กับรักแท้ ต้องเร่งบอกตนเองว่าคุณกำลังมาผิดทางที่จะพาไปหารักแท้แล้ว ต่อให้คนที่ใช่ยืนอยู่ตรงหน้า แต่ปะปนกับเหล่าตัวเลือกอีกเยอะแยะ สายตาของคุณก็จะเหมือนพร่าเลือนไป แม้แต่คนที่ใช่ก็ถูกมองเป็นหนึ่งในตัวเลือกเหมือนๆกันหมด

    เลือกคนที่จะทำให้ใจคุณนิ่ง เพราะความนิ่งจะอยู่ทน อย่าเลือกบางคนหรือหลายคนที่ทำให้คุณกระเจิง เพราะความกระเจิงจะหลอกให้คุณหลงควานต่อไม่รู้จบรู้สิ้น

    ถ้าเห็นค่าของคนที่มีค่าไม่ได้ คุณก็จะไม่มีวันเจอคนที่ใช่เลย ต่อให้เขาหรือเธอนั่งอยู่ตรงหน้าก็ตาม และนั่นก็ทำให้คนจำนวนมากต้องมานั่งเสียดายอดีต เฝ้าย้ำคิดอยู่เสมอว่าขอเพียงเจอคนบางคนอีกครั้ง จะเทคแคร์เขาหรือเธอสุดชีวิต จะไม่ปล่อยให้หลุดมือไปซ้ำสองอีกอย่างเด็ดขาด

    แต่นั่นแหละ เวลาเป็นสิ่งย้อนทวนไม่ได้ เมื่อครั้งนั้นไม่พยายามรักษาเขาหรือเธอไว้ ปล่อยให้หลุดมือไปแล้ว ก็สายไปแล้ว นี่คือข้อคิดควรจำที่จะทำให้คุณปลงตก
    ถึงคนใช่ แต่เวลาไม่ใช่ ก็แปลว่าไม่ใช่!


    จาก ...รักแท้มีจริง-ดังตฤณ
    June 07

    คำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่อง การใช้วาจา....ชอบอ่ะ

    วาจาไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น

    วาจาไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของคนอื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น
     
    วาจาที่จริง ที่แท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น

    วาจาที่จริง ที่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของคนอื่น ตถาคตไม่กล่าววาจานั้น

    วาจาที่จริง ที่แท้ และประกอบด้วยประโยชน์แต่วาจานั้นไม่เป้นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของคนอื่น ตถาคตรู้กาลที่จะกล่าววาจานั้น

    วาจาที่จริง ที่แท้ ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของคนอื่น ตถาคตรู้กาลที่จะกล่าววาจานั้น

    June 01

    เพราะ...รักออกแบบไม่ได้

     
    "รักออกแบบไม่ได้"
     
    คนที่คิดคำนี้เก่งเนอะ
    คำสั้นๆ แต่เป็นความจริงมากๆ
     
    ...โดน...
     
     
     ถ้าเราเกิดมาเพื่อที่จะรักใครสักคน
    คนๆ นั้นจะรักเราตอบ
    แต่ถ้าเราเกิดมา. . .เพื่อที่จะรักใครหลายๆ คน
    เชื่อเถอะว่า. . .จะไม่มีใครรักเราจริงแม้แต่คนเดียว

    มีหลายคราที่เราตามหา. . .แต่ความรักก็กลับหนีไป
    มีหลายครั้งที่เราไม่สนใจ. . .แต่ความรักกลับเดินเข้ามา

    ความรักเป็นสิ่งที่มีค่า
    แต่มันจะไร้ค่าถ้าไม่มอบให้ใคร


    May 18

    ธรรมะทีเดียว(มั้ง)

     
    ไม่ได้อัพเดท Space มานานเลย
    รู้สึกอยากเอาอะไรดีๆมาเขียน
    แต่เนื่องจากความทุกข์ตอนนี้ไม่ค่อยจะมี เลยไม่เห็นธรรม
    หรือเพราะเห็นธรรมมากก็ไม่รู้ เลยปลงได้ซะ ก็ไม่ทุกข์ อิอิอิ
     
    เมื่อก่อนเราเคยคิดว่าถ้าชีวิตมีแต่ความสุข สมหวังก็ดีสิเนอะ
    แต่เนื่องจากคนเรามันมีแต่ความโลภ ไม่เคยพอ
    ได้หนึ่งจะเอาสอง ได้สองจะเอาสาม และเพิ่มไปเรื่อยๆ
    ไม่ทุกข์ อยากสุข มีสุข อยากสุขยิ่งขึ้น
     
    ตอนนี้เราสุขดี ก็คิดแต่เรื่องที่ทำให้เราสุข แล้วก็ยิ้มทั้งวัน
    (บางทีรู้สึกตัวเองเหมือนคนบ้าเลย)
    แล้วก็ฉุกคิดขึ้นได้ เออ...สุขหนอ
    แล้วทุกข์ (เล็กๆ) ก็เกิด (แวบๆ) เพราะไม่อยากให้สุขมันหายไป
    คนเรานี่เนอะ ความยึดติดมันอยู่ทั่วทุกอณูจริงๆ อิอิ
     
    แล้วอยู่ๆ เราก็นึกถึงธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า
     
    "ความสุขอันใดจะเสมอเหมือนความสงบไม่มี"
     
    นั่นเป็นสิ่งที่เราคิดว่าเราจึงควรต้องปฏิบัติธรรมมากกว่าการอ่านแล้วนึกเอาอย่างเดียว
    ไม่อย่างนั้นก็จะไม่เข้าใจว่า คำนั้นเป็นคำจริง
    (เหมือนอ่านบัญชี แต่ไม่เคยทำแบบฝึกหัดก็จะทำสอบไม่ได้นะจ๊ะ อิอิอิ)
    ถ้าจะเดาๆ คิดนึกเอาเฉยๆ ก็จะเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง จริงๆนะ
     
    เมื่อก่อนเราเคยเหงา แต่ตอนนี้ไม่เหงาแล้ว และไม่เคยเหงาอีกเลย
    ถ้าเราได้อยู่กับตัวเอง มีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา ไม่เอาตัวเองไปยึดติดกับใครหรืออะไรก็จะไม่เหงา
    การที่เรายึดติดกับความสุข ยึดติดกับสิ่งอื่นๆรอบตัว ไม่มีตัวเองเป็นที่พึ่ง ก็จะทำให้เราเกิดความเหงาและลงเอยด้วยความทุกข์ทรมานใจ
    พระพุทธเจ้าท่านถึงสอนเราว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน นั้นเป็นเรื่องจริง
     
    พูดให้ฟังมันก็รู้สึกงั้นๆใช่มั้ย
    พูดง่าย แต่ทำยาก บอกได้เลย
    ต้องมองเห็นความวุ่นวายในใจของเรา
    แล้วมันก็จะต้องการความสงบไปเอง
    ซึ่งถ้าเราไม่เคยได้ไปปฏิบัติธรรมก็อาจจะคิดไม่ได้ก็ได้
     
    พูดเหมือนเทศน์เลยเนอะ ฮ่าๆๆๆ
    ไม่เอาแล้ว พอก่อน พอก่อน
    วันนี้ขอจบด้วย...
    ทำความดี ละเว้นความชั่ว มีความละอายต่อบาป เป็นเบื้องต้นก่อนดีกว่า
    (เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย อิ อิ อิ)
     
     
     
     
    April 28

    สุขได้ไม่จำกัด...

    สุข หรือ ทุกข์ นั้นอยู่ที่ใจเรา

    ปรุงแต่งให้สุขก็สุข ปรุงแต่งให้ทุกข์ก็ทุกข์

    ทุกคนมีชีวิตเป็นของตัวเอง

    การกระทำก็จะเป็นตัวกำหนดกรรมของตัวเอง

    เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า คนเราทุกคนมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ของตน

    การเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานแล้วคิดแทนคนอื่นก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

    บางทีคนเราก็แปลก ไม่อยากทุกข์ แต่เก็บเรื่องโน้นเรื่องนี้มาทำให้ตัวเองทุกข์อยู่ตลอดเวลา

    ลดตัวเรา ลดของเรา...ทุกข์ลดลง

    March 23

    ความคิดกำหนดโชคชะตา

     
    จงระวังความคิดของเธอ เพราะความคิดของเธอจะกลายเป็นการกระทำของเธอ

    จงระวังการกระทำของเธอ เพราะการกระทำของเธอจะกลายเป็นความประพฤติของเธอ

    จงระวังความประพฤติของเธอ เพราะความประพฤติของเธอจะกลายเป็นอุปนิสัยของเธอ

    จงระวังอุปนิสัยของเธอ เพราะอุปนิสัยของเธอจะกลายเป็นสิ่งที่กำหนดโชคชะตาของเธอ...
    March 05

    Happy diary

     
    เราได้รับสมุดบันทึกเป็นของขวัญจากเพื่อนคนนึง(ที่เรารักเสมือนญาติ)
    ปกติก็ไม่ได้ชอบเขียนบันทึกอะไรมากมาย
    แต่คราวนี้จะเอามันมาเขียนเรื่องราวดีๆที่เราได้ทำ
    เขียนเรื่องที่ทำให้เรามีความสุขและยิ้มได้กว้างๆ
    แต่ตั้งแต่ได้มาเกือบเดือน
    วันที่ได้รับการบันทึกมีแค่สองวันเองอ่ะ ฮ่าๆ
    แค่นี้ก็ถือว่าเยอะแล้วน้า
    เดี๋ยววันนี้จะเขียนอีกวันดีกว่า
    ดีใจที่รักษาใจตัวเองได้ดี
    ขอยิ้มหน่อยนะคะ ยิ้มด้วยกันนะ
     
        @^______^@
    January 27

    มองแต่แง่ดีเถิด

     
    เขามีส่วน   เลวบ้าง   ช่างหัวเขา
    จงเลือกเอา   ส่วนที่ดี   เขามีอยู่
    เป็นประโยชน์  โลกบ้าง   ยังน่าดู
    ส่วนที่ชั่ว   อย่าไปรู้   ของเขาเลย
     
    จะหาคน   มีดี   โดยส่วนเดียว
    อย่ามัวเที่ยว   ค้นหา   สหายเอ๋ย
    เหมือนเที่ยวหา   หนวดเต่า   ตายเปล่าเอย
    ฝึกให้เคย   มองแต่ดี   มีคุณจริง
     
     
    มองอะไร   ให้เห็น   เป็นครูสอน
    มองไม้ขอน   หรือมองคน   ถ้าค้นหา
    มีสิ่งสอน   เสมอกัน   มีปัญญา
    จะพบว่า   ล้วนมีพิษ   อนิจจัง
     
    จะมองทุกข์   หรือมองสุข   มองให้ดี
    ว่าจะเป็น   อย่างที่   เรานึกหวัง
    หรือเป็นไป   ตามปัจจัย   ให้ระวัง
    อย่าคลุ้มคลั่ง   จะมองเห็น   เป็นธรรมดา
     
    มองโดยนัย   ให้มันสอน   จะถอนโศก
    มองเยกโยก   มันไม่สอน   นอนเป็นบ้า
    มองไม่เป็น   จะโทษใคร   ที่ไหนมา
    มองถูกท่า   ทุกข์ก็คลาย   สลายเอง
     
     
    December 28

    ฉันดีใจที่มีเธอ

    ในโลกที่มี ความวกวน
    ในโลกที่ทุกคนต้องดิ้นรน
    ที่สับสน ร้อนรนจนใจ นั้นแสนเหนื่อย
    ในโลกที่ความทุกข์ท้อใจ
    ได้เดินผ่านเข้ามาเรื่อยๆ
    จนบางครั้งไม่รู้จะข้ามไปเช่นไร

    แต่ยิ่งชีวิต ยิ่งผ่าน ยิ่งได้พบ ยิ่งเจอ
    กลับทำให้ฉันยิ่งคิด ในใจ

    ฉันดีใจทีมีเธอ ฉันดีใจที่เจอเธอ
    เธอคือกำลังใจเดียวที่มี ไม่ว่านาทีไหนๆ
    ฉันดีใจที่มีเธอ แม้จะต้องพบ อะไร
    และฉันรู้และฉันอุ่นใจ
    ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่ ตรงนี้

    ในอุปสรรค ที่มากมาย
    ในความหวาดหวั่น ที่วุ่นวาย
    และอนาคต ในปัจจุบัน และอดีต
    ในความเป็นจริงที่ต้องเจอ

    แต่ยิ่งชีวิต ยิ่งผ่าน ยิ่งได้พบ ยิ่งเจอ
    กลับทำให้ฉันยิ่งคิด ในใจ

    ฉันดีใจที่มีเธอ ฉันดีใจที่เจอเธอ
    เธอคือกำลังใจเดียวที่มี ไม่ว่านาทีไหนๆ
    ฉันดีใจที่มีเธอ แม้จะต้องพบ อะไร
    แต่ฉันรู้ และฉันอุ่นใจ
    ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่ ตรงนี้

    แต่ยิ่งชีวิต ยิ่งผ่าน ยิ่งได้พบ ยิ่งเจอ
    กลับทำให้ฉันยิ่งคิด แน่ใจ

    ฉันดีใจทีมีเธอ ฉันดีใจที่เจอเธอ
    เธอคือกำลังใจเดียวที่มี ไม่ว่านาทีไหนๆ
    ฉันดีใจที่มีเธอ แม้จะไม่เหลือใครๆ
    แต่ฉันก็รู้ และฉันอุ่นใจ
    ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่ ตรงนี้
    ฉันก็รู้ และฉันอุ่นใจ
    ว่าฉันนั้นจะมีเธออยู่กับฉัน
     
     
    * Red heart พ่อคะ แม่คะ รักจัง Red heart *
    November 17

    บริจาคโลหิตกันนะ

    วันนี้ได้มีโอกาสไปที่สภากาชาด
    ป่าว...ยังไม่ได้ไปบริจาคโลหิตกับเค้าหรอก
    แต่เรียกว่าไป survey ไว้ก่อนก็คงจะได้
    วันนี้คุณสมบัติไม่พร้อมจริงๆ
     
    เพิ่งรู้ว่าตอนนี้เค้ามีโครงการทำดีถวายพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการบริจาคโลหิตเพิ่มอีกครั้ง
    ระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2550
    ดูซิ จะหมดปีแล้ว น้องปอมเพิ่งจะรู้ แต่ไม่เป็นไรน่าจะยังทันเนอะ
    อย่างงี้เราต้องงดยาก่อน ถึงจะบริจาคได้
    ยอมๆ เดือนนึงคงไม่ทำให้เราแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่เท่าไหร่ อิอิ
     
    ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสไว้ว่า
    การบริจาคโลหิตเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่ ได้ช่วยให้คนรอดตายไว้ได้มาก
    แม้มีเงินก็ช่วยอะไรไม่ได้ หากไม่มีคนใจกุศลเช่นนี้
    การบริจาคโลหิตดูโดยเผินๆก็น่ากลัวอันตราย
    แต่ที่จริงแล้วไม่มีอันตราย มีแต่ประโยชน์แก่ผู้ให้และผู้รับ
    ให้ช่วยกันบริจาคโลหิตเป็นประจำ ไม่ใช่เพียงแต่บริจาคเฉพาะครั้งนี้...
     
    ค่ะ แต่จะเริ่มครั้งนี้เป็นครั้งแรกนะคะ
    หวังว่าความตั้งใจดีของเราครั้งนี้จะสำเร็จโดยราบรื่น...เพี้ยง!
     
    นอกจากนี้เค้ายังมีการแจ้งความจำนงให้เราอุทิศอวัยวะด้วย
    ก็เน้นที่ หัวใจ ตับ ไต ปอด ประมาณนี้
    เพราะฉนั้น ต่อไปนี้เราควรจะต้องดูแลร่างกายของเราให้ดีขึ้น
    จะพยายาม (หนักใจจัง)
    สงสัยคงต้องดูแลหัวใจให้ดีเป็นอันดับแรก 555
     
    ก็ถ้าใครมีโอกาสก็ช่วยๆกันร่วมทำมหากุศลนะคะ
    เป็นการช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ เป็นการทำบุญที่ไม่ต้องใช้เงิน
    คนรวยก็ทำได้ คนจนก็ทำได้ เท่าเทียมกัน มาแค่ใจกับสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงก็พอ
    อิ่มทั้งกาย(เพราะมีของว่างให้กินหลังบริจาคเสร็จ) อิ่มทั้งใจ แถมได้บุญอีกด้วยน้า...
    November 13

    “แต่งงานกันมั้ย?”

    “แต่งงานกันมั้ย?”

     
    (จากภาพยนตร์เรื่อง Tale of the Unusual ตอน The marriage simulator)

    "บทความนี้มีการเฉลยเนื้อหาที่อาจจะทำให้ผู้อ่านเสียอรรถรสในการชมภาพยนตร์"
     

    ...หากคุณเคยชมภาพยนตร์กันมามากแล้ว สนใจอยากลองชมภาพยนตร์อีกสักเรื่องไหม...ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เหมือนใคร เพราะมันจะฉายภาพชีวิตหลังแต่งงานของคุณ อย่างซื่อตรงที่สุด...

    ---000---

    สายฝนเทลงมาอย่างไม่ผ่อนพัก สาดสายพร่างพรูไปทั่วท้องถนน ฮารุกำลังหลบฝนอยู่ใต้ชายคาหน้าโรงภาพยนตร์ หล่อนนึกขัดใจตัวเองที่ลืมร่มไว้บนรถไฟฟ้า ไม่เช่นนั้นคงกลับถึงบ้านนานแล้ว

    รถเมล์คันหนึ่งแล่นมาจอด ยูอิจิรีบลงจากรถ วิ่งมาหลบฝนที่ชายคาโรงภาพยนตร์ไม่ห่างจากฮารุนัก ทั้งสองยืนเงียบ ๆ อยู่ชั่วครู่ สายฝนยังไม่มีท่าทีจะซาแม้สักน้อย ภายนอกดูขาวพร่างราวกับจะแยกสองหนุ่มสาวให้อยู่ในดินแดนส่วนตัว

    เข็มนาฬิกาขยับเดินทีละนิด ยูอิจิค่อยรวบรวมความกล้า เอ่ยปากทักทายหญิงสาว...ท่ามกลางสายฝนที่ตกอย่างไม่ลืมหูลืมตาเช่นนี้ ฮารุไม่มีอะไรทำมากไปกว่าพูดคุยทักทายตอบกับยูอิจิ ชายหนุ่มสุภาพ น่ารัก ผู้มากับสายฝน

    นั่นคือจุดเริ่มต้นของความรักใต้ม่านพระพิรุณ...

    ---000--- 

     

    ความรักสุกงอม ยูอิจิกับฮารุตัดสินใจแต่งงาน โดยใช้บริการของบริษัทรับจัดงานแต่งงาน...บริษัทนี้มีแพคเกจให้คู่วิวาห์อย่างน่าสนใจ นอกจากสถานที่จัดงานและทุกสิ่งพร้อมสรรพแล้ว หลังจากแต่งงานหนึ่งปี ทางบริษัทจะส่งตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์คู่ไปให้เป็นที่ระลึก ครบรอบห้าปี จะส่งไวน์ซึ่งหมักบ่มมา ห้าปีนับจากวันแต่งงาน ไปให้ทั้งคู่ดื่มฉลองสมรส และเมื่อครบสิบปี ก็จะส่งม้วนวิดีโอ ที่ต่างคนพูดความในใจ ให้แก่คู่สมรสของตนในอีกสิบปีข้างหน้า

    หลังจากฮารุกับยูอิจิตกลงเลือกใช้บริการของบริษัทนี้ ก็ได้ไปอัดวิดีโอความในใจให้แก่คู่สมรสตนในอีกสิบปีข้างหน้า จากนั้นก็พบว่า บริษัทนี้ยังมีบริการอีกอย่างที่กระตุ้นความอยากรู้ของคู่วิวาห์

    นั่นคือบริการดู “ภาพจำลองหลังชีวิตแต่งงาน” ซึ่งภาพจำลองนี้จะใช้คอมพิวเตอร์สร้างภาพจากข้อมูลดีเอ็นเอของแต่ละฝ่าย รวมถึงภูมิหลัง ประวัติส่วนตัวมาประกอบ ทำให้สามารถคำนวณ สร้างภาพชีวิตคู่หลังแต่งงานอย่างใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด

    แน่นอน...ฮารุและยูอิจิย่อมสนใจอยากรู้...ชีวิตหลังแต่งงานจะเป็นเช่นไร

    ---000---

    วันวิวาห์อันแสนสุข รอยยิ้ม กลีบกุหลาบกระจายเกลื่อน ตื่นเช้ามาพบคนรักนอนเคียงข้าง ช่างสุขเหมือนในฝัน...แต่พอนานวัน เริ่มมองเห็นนิสัยเสียเล็ก ๆ น้อย ๆ ของแต่ละฝ่ายที่ไม่สอดคล้องกัน มีความขัดแย้งเล็ก ๆ ควบคู่กับการพยายามปรับตัว ปรับใจเข้าหากัน

    ผ่านปีแรกไปอย่างไม่มีปัญหาร้ายแรง แต่สองฝ่ายก็ได้เห็นอีกด้านของคู่ตนชัดเจน ยูอิจิกลับจากทำงานนอกบ้าน ก็จะทำตัวตามสบาย ฮารุจู้จี้ ขี้บ่น มากกว่าเดิมเรื่องที่เขาไม่เคยแบ่งเบาภาระงานบ้านจากเธอ ปัญหาที่เหมือนไม่หนักหนาแต่ก็สะสมมาเรื่อย ๆ ขนาดมีลูกคนแรก ยูอิจิก็ยังทำให้ฮารุเสียความรู้สึก เรื่องการตั้งชื่อลูกอีก

    ครบรอบห้าปี ไวน์จากบริษัทรับจัดงานแต่งงานมาถึง แต่ยูอิจิก็ติดงานสำคัญ มีภาระรับผิดชอบงานในหน้าที่มากเกินกว่าจะมาร่วมดื่มไวน์ฉลองครบรอบวันวิวาห์กับภรรยาได้ ฮารุโกรธ โมโห เสียใจ จนเกิดปากเสียงกันรุนแรง ต่างก็ยึดในเหตุผลของตัวเอง โดยไม่ยอมเข้าใจฝ่ายตรงข้าม

    ลูกชายของทั้งคู่เพิ่งจะเข้าโรงเรียนไม่นาน ฮารุก็ขอออกไปทำงานนอกบ้าน เพราะเบื่อกับชีวิตแม่บ้านที่วัน ๆ ไม่ได้ไปไหน ยูอิจิไม่ยอม จนเกิดปากเสียงกันอีก จนเขาต้องยอมพบกันครึ่งทาง ให้ฮารุไปทำงานนอกบ้านได้ แต่ต้องย้ายครอบครัวไปอยู่บ้านพ่อแม่เขา เพื่อให้ปู่ย่าช่วยดูแลหลานชาย

    ฮารุไม่ยอมเด็ดขาด เกิดปากเสียงรุนแรงถึงขนาด ขอหย่าขาดจากกัน!

    ---000---

    เมื่อได้เห็นภาพชีวิตหลังแต่งงานแล้ว...เป็นอย่างไร...ความสุขในวันวิวาห์มีแค่ชั่วพักชั่วยาม จากนั้นคือปัญหาที่เรียงรายมาให้ประสบ ตลอดการเดินทางของชีวิตคู่

    ยูอิจิกับฮารุไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปัญหาเหล่านั้นจะไม่เกิด...นี่คือเรื่องปกติธรรมดาของครอบครัว ควรจะบอกว่าเป็นปัญหาพื้นฐานที่ครอบครัวทั่วไปน่าจะพบเจอ ที่พวกเขาต้องยอมรับอีกอย่างคือ เมื่อเจอปัญหาเหล่านั้น พวกเขาคงจะแก้ปัญหาอย่างที่เห็นในภาพจำลอง...เพราะนั่นเป็นนิสัยของพวกเขาจริง ๆ

    การแต่งงานจึงถูกยกเลิก...

    “ก็ดีนะที่เราได้รู้ก่อนแต่งงาน... จะได้ไม่เสียเวลากันทั้งสองฝ่าย” คำพูดนี้หลุดมาอย่างขมขื่น

    “ถ้าหากคบกันต่อไป แล้วต้องจบลงด้วยความเศร้า เราก็ควรแยกกันให้เร็วที่สุดจะดีกว่า” ประโยคนี้มีเหตุผล แต่หัวใจคนที่ยังมีความรักต่อกันเช่นนั้น จะสามารถทำได้ง่ายดายเชียวหรือ?

    ยูอิจิกับฮารุแยกทางกัน ทั้งที่หัวใจยังผูกพัน ใยรักไม่ได้ขาดสะบั้น ความทุกข์จากความโหยหา คิดถึงจึงรุมเร้าใจ...แม้จะทำตัวตามปกติ แม้จะย้ำบอกตัวเองถึงตอนจบ ปลายทางชีวิตคู่ว่ามันย่ำแย่สักแค่ไหน ใจมันก็ไม่ยอมฟัง...ยังดื้อดึงหวงความทุกข์โดยไม่ยอมสร่างซา...

    เมื่อไม่มีพิธีวิวาห์ ทางบริษัทรับจัดงานแต่งงานจึงส่งคืนม้วนวิดีโอที่ทั้งคู่ถ่ายไว้... แต่ให้สลับกัน ฮารุได้ดูวิดีโอของยูอิจิ และยูอิจิได้ดูวิดีโอของฮารุ

    ฮารุเปิดดูวิดีโอของยูอิจิ แค่เห็นหน้าเขา ใจก็แทบโลดแล่นไปหา...เป็นวิดีโอที่เขาตั้งใจพูดกับเธอในวันครบรอบสิบปีของการแต่งงาน...

    ยูอิจิพูดถึงนิสัยเสีย ๆ ของตนเองมากมาย และขอโทษฮารุล่วงหน้าหากเขาจะทำให้เธอโกรธ หรือขัดใจ จากนั้นเขาก็เล่าความลับให้ฟังว่า...การพบกันครั้งแรกของทั้งคู่ ไม่ใช่เหตุบังเอิญหรือโชคชะตาชักพา ยูอิจิแอบชอบฮารุมานานแล้ว แต่เธอไม่สังเกตเห็นเขาเอง จนวันที่ได้เจอกันนั้น ยูอิจิก็จงใจลงจากรถเมล์ เพื่อไปหลบฝนชายคาเดียวกับเธอ...แต่เพราะฮารุคิดว่าการพบกันครั้งนั้นเป็นโชคชะตา พรหมลิขิต เขาจึงไม่กล้าเล่าความจริง ปล่อยให้เธอมีความสุขกับความคิดนี้ต่อไป

    ยูอิจิบอกว่าฮารุคือคนสำคัญที่สุด แม้บางครั้งจะมีการทะเลาะกันอย่างไร ขัดเคืองใจสักแค่ไหน เขาก็ยังรักเธอเสมอ สุดท้ายเขาบอกขอบคุณฮารุ สำหรับสิบปีที่แสนวิเศษ สิบปีที่เธอสามารถอดทนต่อผู้ชายอย่างเขาได้...

    ---000---

    หลังจากต่างฝ่ายได้ดูวิดีโอจบ คงไม่ต้องตอบว่า บทสรุปของหนังเป็นอย่างไร...

    ระหว่างการที่ต้องอยู่คนเดียว แล้วเป็นทุกข์จากความเงียบเหงา โหยหาคนรัก ความรัก กับการร่วมใช้ชีวิตคู่ แล้วต้องเผชิญกับปัญหา ความทุกข์ที่เดาไม่ได้ คาดไม่ถึง ทั้งสองพร้อมจะเลือกความทุกข์อย่างหลัง...

    อาจเพราะ ถึงอย่างไรก็เป็นทุกข์...ขอหนีทุกข์ในปัจจุบันไปก่อน ต่อให้พบเจอความทุกข์ที่หนักหนา รออยู่ในอนาคตก็กล้าเสี่ยง...เพราะยังมองมันไม่เห็น

    ไม่รู้ว่านี่คือการตัดสินใจถูกหรือผิด?

    หากเลือกมองแง่ดีอีกสักนิด ในเมื่อฮารุกับยูอิจิรู้แล้วว่า ปัญหาของการใช้ชีวิตร่วมกันมีอะไรบ้าง ต่างก็รีบปรับตัว ปรับใจกันเสียตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกัน พร้อมรับมือกับปัญหาเหล่านั้นก็น่าจะทำให้ชีวิตคู่ราบรื่นกว่าเดิม

    แต่จะผ่านอุปสรรค ปัญหาได้จริงหรือไม่...มันคงต้องลองเสี่ยงดู!

    ถ้าถามว่า มีเส้นทางของชีวิตคู่ที่ไม่ต้องเสี่ยงต่อความทุกข์เลยหรือไม่...

    คำตอบคือ...ไม่มี

    เพราะความทุกข์คือความจริง

    เพราะความเปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยงทนคือความจริง

    เพราะความไม่ใช่ตัวตน บังคับควบคุมไม่ได้คือความจริง

    อยากจะเดินบนเส้นทางออกจากทุกข์ ต้องเรียนรู้ความจริงเหล่านี้...แต่ถ้าเห็นว่า เวลานี้ยังไม่จำเป็น ก็อย่ามาเสียเวลาพร่ำบ่นต่อความทุกข์กันเลย

    หวงเหตุแห่งทุกข์ไว้...ย่อมหนีทุกข์ไม่พ้นหรอก

    October 20

    เรื่องของของเรา

    คำพูดที่ว่า ของของเรา ยังไงก็เป็นของเรานั้น
    ความจริงแล้ว ในโลกนี้ ไม่มีอะไรเป็นของเราเลยต่างหาก
    ของที่เคยเป็นของเรา จะอยู่กับเรานานแค่ไหน
    ขึ้นอยู่กับว่าเราดูแล รักษามันดีมากแค่ไหน
    และเราทำถูกต้อง ถูกที่ ถูกเวลา ถูกคนรึเปล่า
    แต่ยังไงแล้ว ในที่สุด วันนึงของที่เป็นของเราก็ต้องจากเราไปอยู่ดี
    จะเร็วหรือช้าเท่านั้นเอง
    October 11

    อยู่อย่างพอเพียง

     
     
    อยู่อย่างพอเพียง = ไม่อยากได้"จนเกินพอดี"
     
     
     
     
    คนเรามีความอยากได้ ไม่ผิด แต่ต้องให้อยู่ในขอบเขต
    คือ ไม่ทำร้ายทั้งตนเองและผู้อื่น ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งทางกายและทางใจ
    ไม่ผิดศีลและไม่ผิดกฏหมาย...
     
    ก็ดูไม่เห็นยากนี่เนอะ หรือว่าไง?
     
    September 12

    ความรัก (ย่อมาจากหนังสืออีกทีค่ะ)...Love

    ตอนที่ 1  (Part 1)
     
    ความรักที่แท้จริงคือรักแบบเมตตา = ปราถนาให้ผู้อื่นมีความสุข โดยไม่หวังผลตอบแทนและไม่เลือกที่รักมักที่ชัง (พูดง่ายแต่ทำยากมากเนอะ)
    Real love = you want everyone to be happy...giving without taking (of course....speaking is easier than doing.)
     
    การที่เราจะเมตตาสงสารคนที่อยู่ที่อื่นหรือคนที่เราไม่เคยได้พบไม่รู้จักเป็นเรื่องง่าย
    It's easy to show your love to people from somewhere else or people you don't know well.
     
    แต่คนที่เราเมตตายากที่สุดคือคนที่อยู่ใกล้ชิดเรา เพราะเค้าเหล่านี้แหละที่จะทำให้เราหนักใจ
    But it seems difficult to people around you and close to you. 
     
    มีการกระทำและคำพูดที่กระทบกระเทือนเราบ่อยๆ (จริงมั้ย)
    Because these people can easily do something that hurt your feeling,don't they? 
     
     
    ตอนที่ 2 (Part 2)
     
    เรื่องความรักนี้เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตคนทางโลกอย่างเราๆทุกคน บางคนยึดเอาเป็นหลักของชีวิตขั้นนั้นเลย
    Love is very important to (normal) people like us...someone takes it like serious thing in their life.
     
    ซึ่งมักจะทำให้เราต้องเป็นทุกข์ใจอยู่บ่อยๆ มากน้อยต่างกันไป (คิดถึงใครก็เป็นทุกข์แล้วอ่ะ คิดดูสิ)
    However, love can cause suffering....more or less (even missing someone is suffering, don't you think?)
     
    ความจริงก็รักได้ไม่เป็นไรหรอก แต่ต้องยอมรับความจริงและระลึกอยู่เสมอว่า วันนึงเราก็ต้องพลัดพรากจากคนที่เรารัก (ทำยากอีกแล้วใช่มั้ย)
    The truth is you can love but you have to realize that one day you will be separated from the one you love (again...hard to do)
     
    ธรรมชาติของคนเราชอบเพลิดเพลินกับความรัก ความสุข แล้วมันก็จะเกิดความยึดมั่นถือมั่นตามมา
    Normally, we like to enjoy with love and happiness....we get stuck with adherence at last.
     
    แต่อารมณ์คนอ่ะนะ มันเป็นของไม่แน่นอน จะไม่ให้มันเปลี่ยนแปลงเลยก็ฝืนธรรมชาติ
    But, you know....one's feeling can change all the time. You can't force or hope that it should be the same.
     
    เป็นการฝืนที่ทำให้หดหู่ เซ็ง เบื่อ และเป็นทุกข์ในที่สุด
    Doing that will, finally, make you feel depress...
     
    เพราะเราไม่ยอมรับความจริงว่าสิ่งทั้งหลายเนี่ย ไม่มีอะไรเที่ยงแท้และแน่นอน ถ้ายึดมั่นเมื่อไหร่ก็จะทุกข์ทันที (รู้มั้ยจ๊ะ...[บอกตัวเอง]) 
    Again, because you forget that everything change except "change". Adherence make you suffer. (Believe me)
     
    คิดได้อย่างงี้แล้วความรักก็จะไม่หายไปหรอก แต่จะเป็นความรักที่ไม่มีโทษ
    If you can accept this...all you'll get from love is happiness. Love without poison.
     
    (ไม่เชื่อลองทำดู ทำได้แล้วบอกด้วยนะว่ารู้สึกไม่ทุกข์จริงป่าว Open-mouthed )
    Just do it and tell me what you feel!
     
     
     
    August 24

    ธรรมะรึเปล่านะ (ถ้าอยากอ่าน)

    เล่าเรื่องทางโลกมาก็หลายเพลา
    มาเปลี่ยนฟังเรื่องทางธรรมกันบ้างมั้ย
    ธรรมะประจำใจของเราคือ มีสติระลึกรู้ในสิ่งที่ทำอยู่เสมอ
    พูดง่ายแต่ทำยากเนอะ....
    กิเลสมันชอบมาชักชวนออกนอกลู่นอกทางเสมอ
    บางครั้งรู้ว่ามีสิ่งที่ควรทำ แต่เราก็เลือกที่จะทำสิ่งที่อยากทำก่อนอยู่บ่อยๆ
    แต่รู้นะว่าเราเลือกทำสิ่งที่อยากมากกว่าสิ่งที่ควร
    จะว่าไปก็หมือนการไม่มีสติเลย ว่าป่ะ...
     
    การที่จะทำตัวอยู่ในศีลในธรรมนี่มันยากจัง จริงๆนะ
    โดยเฉพาะเมื่อเรายังอยู่ในทางโลกน่ะ
    หลายครั้งเรารู้สึกว่าโดนเอาเปรียบเพราะคนอื่นไม่ได้คิดว่าสิ่งไหนที่ดีหรือไม่ดี
    คนทั่วไปก็ทำสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุขโดยไม่ได้นึกถึงคนอื่นเท่าไหร่
    เราเองก็เป็นนะ ต้องกลับมานั่งทบทวนแล้วดึงตัวเองกลับมาบ่อยๆ
    กลัวจะไปทำบาปทำกรรมเพิ่ม....(เว่อร์ไปมะ)
     
    คิดไว้เสมอว่าเราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ เพราะงั้นเริ่มที่ตัวเราเองดีที่สุด
    ถ้าทำไม่ได้ ก็อย่าหวังเลยว่าคนอื่นจะทำได้ คิดงี้จะได้สบายใจกันนะจ๊ะ
    เราเองจะเป็นคนที่อยาก(ทำ)ดีไปได้อีกนานมั้ยก็ไม่รู้ แต่ก็จะพยายามต่อไป...
     
    ธรรมะวันนี้ : บุญใหญ่หาใช่การทำโลกนี้ให้ดีขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนตัวเองให้ร้ายน้อยลง
     
     
    August 17

    หนังสือเล่มโปรด

    ใครเคยมีหนังสือเล่มโปรดมั้ย....
    อันที่จริงเราชอบอ่านหนังสืออยู่หลายประเภท (ที่ไม่ใช่หนังสือเรียน) 
    แต่ตอนนี้มีหนังสืออยู่เล่มนึงที่เราชอบมาก
    อ่านไปแล้วไม่อยากให้มันจบเลย พยายามอ่านอย่างช้าที่สุด
    มีหนังสือบางเล่มที่เราอ่านแล้วมันสนุกจนเราอยากจะรู้ตอนจบเร็วๆ
    บางครั้งพลิกไปดูตอนจบเลยก็มี
    บางเล่มก็อ่านได้เรื่อยๆ ได้ความรู้บ้างไม่ได้บ้าง แล้วแต่ประเภท
    แต่เล่มนี้มันไม่ได้สนุกมากอย่างนั้นซะทีเดียวหรอก
    จะว่ามีสาระมั้ย ก็ไม่แน่ใจ แต่อ่านแล้วให้ความรู้สึกมีส่วนร่วมด้วย ถ้าอยากคิดตามนะ
    ทำให้ความสนุกเริ่มแทรกซึมมาทีละนิดๆ...แบบว่ารู้ตัวอีกทีก็ชอบแล้วอ่ะ
    (หรือว่ามันเขียนได้โดนใจเรา(คนเดียว)ก็ไม่รู้)
    มันเล่าเรื่องการท่องเที่ยวด้วยกันระหว่างผู้ชายคนนึงกับผู้หญิงคนนึง
    (ซึ่งบังเอิญมาเจอกันแต่คนเขียนเค้าเชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ)
    ทั้งสองคน(ที่ยังนิยามไม่ได้ว่ารู้จักกันรึเปล่า)ได้มาใช้ชีวิตท่องเที่ยวด้วยกันที่ต่างแดน
    ไม่รู้ว่าคนเขียนจงใจให้มันเป็นหนังสือท่องเที่ยวปนนิยายรักรึเปล่า
    ความจริงมันก็ไม่ได้หวานแหววขนาดนั้นหรอก แต่อ่านแล้วอมยิ้มได้ละกัน
    เล่มนี้เล่าเรื่องโดยที่ผู้ชายเป็นคนเขียน ถ้ามีอีกเล่มที่ผู้หญิงที่ไปด้วยกันเขียนขึ้นมาอีก
    เราจะรีบไปซื้อมาอ่านเป็นคนแรกเลย (ออกแนวอยากรู้เรื่องชาวบ้านมากไปรึเปล่า)
    มันใกล้จะจบแล้วอ่ะ แต่เจ้าของเค้าคงไม่ทวงคืนจากเราหรอกเนอะ...
     
     
    August 06

    Last day

    Last Day (29 JUL 2007)

     

    ถึงวันเดินทางกลับแล้วล่ะ เรามาเกาะ Counter Korean Air เพราะเป็นตั๋ว Standby

    แต่โทรมาถามก่อนแล้ว เค้าว่าได้กลับแน่ๆ

    มาถึงก็ไม่ผิดหวัง เราได้ตั๋วเลย ไม่ยักต้องคอยนาน แถมเลือกที่นั่งได้อีก อะไรจะดีขนาดนั้น

    ก่อนเข้าไป ยังมีเวลาเหลือ เลยไปนั่งกินข้าวกับสุก่อน

    แต่ยังงั๊ย ยังไง ตอนจบก็ต้องมาถึง ต้องไปขึ้นเครื่องละ .....

    บ๊าย บาย นะจ๊ะสุ  Thank you for everything ......บ๊าย บาย ชิคาโก แล้วเจอกันใหม่นะ 

    6th Day

    6th Day (28 JUL 2007)

     

    วันสุดท้ายแล้วที่เราจะได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่

    เราตื่นสายๆ ยังไม่ทันได้วางแผนอะไรดี แฟนสุก็ชวนให้ไปเจอกันที่ Gurnee Mill Outlet

    จะต้องเสียตังค์อีกแล้วเหรอเนี่ย ไม่คิดว่าจะซื้ออะไรอีกเพราะเกือบหมดตัวแล้ว

    แต่ดันไปได้กางเกงยีนส์  Joe’s ที่ใส่แล้ว(บอกตัวเองว่า)สวย เลยตัดใจซื้อ หลังจากนั้นยังไปได้นาฬิกาอีก....

    นี่แหละนะธรรมะที่ได้จากการชอปปิ้ง คือในความสุขย่อมมีความทุกข์แฝงอยู่เสมอ (เกี่ยวมั้ย)

     

    ชอปปิ้งเสร็จก็ได้เวลาเติมพลัง แฟนสุพาเราไปกินปูยักษ์อลาสกาตามที่ได้นัดกันไว้ตั้งแต่แรก (นึกว่าจะอดซะแล้ว)

    ร้านนี้ชื่อร้าน Bob Chinn ทำยอดขายติดอันดับ Top 5 ของอเมริกาเชียวนะ

    ปูที่เรากินวันนี้แค่กระดองก็ใหญ่เท่าหน้าเราแล้ว (อ้อ ลืมบอก ขนาดว่านี่เป็นตัวที่เล็กที่สุดที่ร้านมีนะเนี่ย) 

    Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

     

     

    ส่วนขาไม่ต้องนึกถึง เนื้อมันเยอะกว่าก้ามปูทะเลตัวโตของบ้านเราซะอีก

     

    Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

     

    ถึงแม้จะต้องการควบคุมคลอเรสเตอรอลขนาดไหน เราก็ให้ excuse กับตัวเองว่านี่เป็น Vacation

    อีกอย่างใช่ว่าจะมีโอกาสได้มากินง่ายๆนี่ ใช่ม้า....

    กินอิ่มแล้วก็ให้นึกสงสารจำนวนเจ้าปูยักษ์ที่โดนล่าในแต่ละปี

    แล้วมันจะสูญพันธ์มั้ยเนี่ย (คิดตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร ปริณดา)

     

    หลังจากนั้นเรากลับไปในเมืองอีกครั้งเพื่อซื้อของตามลิสต์ของมารดาที่เคารพ

    กะว่าจะไปเดิน มิลเลเนี่ยม พาร์ค ต่อ แต่ความขี้เกียจเริ่มมาเยือน

    ประกอบกับคิดว่ายังไงก็จะต้องได้มาอีก เราเลยโบกมือลาชิคาโกที่รักเพียงเท่านี้.... 

    Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

     

     

     

    5th Day

    5th Day (27 JUL 2007)

     

    วันนี้ทั้งวันหมดไปกับการเดินทางเนื่องจากเครื่องของเรา Delay

    ทำให้เมื่อไปถึงชิคาโกก็เป็นเวลารถติดพอดี

    อย่างว่าเย็นวันศุกร์ ที่ไหนในโลกก็คงเหมือนกันหมด (ยกเว้นพี่โสมที่เล่นทำงานกันหกวันต่ออาทิตย์)

    ถึงอย่างนั้นสุก็ยังพาเราไปกินอาหารเย็นที่ร้านอาหารไทย

    จริงๆมันชื่อร้านอะไรไม่รู้ล่ะ จำได้แต่ว่าสุเรียกมันว่าร้านไก่ชน .....

    อืม... กินอาหารไทยที่อื่นถึงแม้รสชาติจะไม่เหมือนที่บ้านเรา แต่ก็ยังอร่อยสำหรับคนพลัดถิ่นเสมอ.....

     

    กลับมาถึงบ้านเราเริ่มซักเสื้อผ้า ที่นี่ดีจัง ซักแล้วอบก็ได้เสื้อผ้าใส่เลยสำหรับอันที่ไม่ต้องรีด (คิดแล้วอยากได้เครื่องอบผ้าบ้างจัง) เวลาซักผ้าเค้ามีตัว Color catcher ด้วย ไว้กันสีตก ไม่รู้ว่ามันทำงานยังไง เป็นแค่กระดาษแผ่นเดียว รู้แต่ว่ามันได้ผล เลยซื้อกลับมาใช้ที่นี่ด้วยซะเลย

     

    เราเริ่มการแพคกระเป๋า again!! เบื่อจริงๆเลยการจัดกระเป๋าเนี่ย

    ถึงแม้เราจะชอบเดินทางและเดินทางบ่อยก็ยังไม่ชอบขั้นตอนนี้อยู่ดีนั่นแหละ

    ถ้าคุณเป็นนักเดินทางตัวยงแล้วคุณจะรู้สึก! 

    4th Day

    4th Day (26JUL2007)

     

    เราตื่นเช้าอีกตามเคยเพราะต้องไปขึ้นรถที่จะมารับเราที่หน้าโรงแรม ......

    วันนี้คนขับรถของเราทำหน้าที่เป็นไกด์ด้วย

    เธอสามารถบรรยายเรื่องเมืองเวกัสและแกรนด์แคนยอนได้อย่างดีเยี่ยม(แม้เธอจะเป็นคนนิวยอร์กก็ตาม)

    เธอพูดได้สนุกและไม่น่าเบื่อ แม้จะพูดเกือบๆทั้งการเดินทาง.....

     

    ในระหว่างทางที่เราผ่าน เธอจะบอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของที่นั้นๆ

    มันทำให้วิวข้างทางที่ดูเหมือนจะมีแต่ทะเลทรายและบ้านเป็นกระจุกๆ ดูน่าสนใจขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อเมื่อได้รู้ประวัติความเป็นมาของมัน...

     

    และแล้วที่แรกที่เราจะแวะคือ Hoover Dam อันลือชื่อ

    เป็นเขื่อนขนาดใหญ่ที่สามารถผลิตไฟฟ้าๆส่งรัฐต่างๆได้ถึง 4 รัฐคือ เนวาดา อริโซนา แคลิฟลอร์เนีย และ ยูท่าห์ 

    ซึ่งในขณะที่สร้างก็ยังไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออันทันสมัยเหมือนปัจจุบัน

    อีกทั้งยังเป็นโครงการ under budget อีกด้วย เมื่อมันสำเร็จ ก็เลยเป็นความน่าทึ่งและความภาคภูมิใจตรงนี้แหละ (มั้ง)

     

     

      Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

     

    เรายังเดินทางไปเรื่อยๆ เธอยังคงบรรยายถึงแกรนด์แคนยอนส่วน South Rim ที่เรากำลังจะไปถึง

    แต่ความง่วงไม่เคยปราณีใคร เราดันหลับไปตอนสำคัญที่เธอพูดถึงเรื่องการเกิดของแกรนด์แคนยอน

    ตื่นมาถามสุว่าเธอพูดอะไรบ้าง สุไม่ยอมเล่าและว่าเราอยากหลับเองทำไม..(เศร้า)

     

    เราเดินทางโดยใช้เส้นทาง Route 66 ที่หลายคนคงรู้จักดี

    เรามาถึงจุดชมวิวแรกของแกรนด์แคนยอน จริงๆในตอนแรกเราคิดว่ามันก็แค่ภูเขา จะมีอะไรน่าสนใจ

    แต่เมื่อได้ไปเห็นความยิ่งใหญ่ก็ถึงได้เข้าใจว่าทำไมมันถึงเป็นหนึ่งใน 7 wonders of the world

    ของอย่างนี้ต้องมาเห็นด้วยตาถึงจะรู้ว่า ธรรมชาตินี่แหละ เก่งที่สุดในการสร้างความสวยงามให้เกิดขึ้น (ระหว่างทางที่มาแอบได้ยินแหม่มสองคนคุยกันว่า เดินทางนานขนาดนี้ ขอมาแค่ครั้งเดียวพอ ไม่รู้ตอนนี้เธอจะเปลี่ยนใจรึยังนะ)

     

    Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

    Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

    Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

     

     

    หลังจากนั้นไกด์พาเราไปยังจุดชมวิวที่สอง ที่จุดนี้ไกด์บอกว่าเราจะสามารถเห็นวิวได้ถึง 25% ของทั้งหมด (ถ้าฟังมาไม่ผิดนะ) 

    เราถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนานเพราะวิวมันสวยงามจริงๆ ไม่ทันไรก็หมดเวลา ต้องขึ้นรถกลับละ

     

     

      Photo Sharing and Video Hosting at Photobucket

     

    ขากลับไกด์ให้เราดูวีดีโอแทนการบรรยาย เราเห็นตอนนี้หลายคนแอบหลับ(รวมถึงเราด้วย หลังจากที่เห็นสุหลับไปก่อน อิอิ)

    เรากลับมาถึงโรงแรมเกือบห้าทุ่ม ไม่น่าเชื่อเลย

    เราเลยพลาดอาหารเย็นที่จองไว้ แต่เนื่องจากไม่ค่อยหิว(หรือขี้เกียจก็ไม่รู้) ก็เลยกลับมาโรงแรมเตรียมแพคของกลับบ้านแทน

     เฮ้อ....จบไปอีกวันนึง